วัดท่าลิพง
วัดท่าลิพง พื้นที่ศักดิ์ของชุมชน ตั้งอยู่เลขที่ 91 หมู่6 ตำบลการะเกด อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 1800 หรือมีอายุราวประมาณ 750 ปี ร่วมสมัยกับยุคกรุงสุโขทัย หรือมีมาก่อนทางการประกาศยกฐานะบ้านการะเกดเป็นตำบลการะเกดและก่อนที่บ้านปากเชียรจะยกฐานะเป็น กิ่งอำเภอเชียรใหญ่ ซึ่งคือ อำเภอเชียรใหญ่ทุกวันนี้ ในอดีตวัดท่าลิพงเคยเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา การปฎิบัติพิธีกรรม งานประเพณีของทองถิ่น รวมถึงการคมนาคมขนส่งอาศัยเส้นทางน้ำซึ่งวัดและพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความเก่าแก่ของชุมชนได้แก่ ใบเสมา เศษถ้วยชามที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสมัยสุโขทัยปะปนอยู่กับดินมากมาย ในอดีตที่วัดเป็นวัดที่เปลี่ยนเจ้าอาวาสบ่อยๆ จากการย้ายบ้างตายบ้างเรียกลักษณะนี้ว่า “แพ้หัววัด” ชาวบ้านจึงคิดว่าจะสวดวัด 3 วัน 3 คืน พอครบ 3 วัน 3 คืน นำวัวขาวมาไถที่ดินในวัดเพื่อผลิกแผ่นดินใหม่และเปลี่ยน หลังจากนั้นชาวบ้านก็นิมนต์พระมาจำพรรษา ข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งได้จากการสัมภาษณ์นายพุ่มพูลสวัสดิ์อายุ 82 ปีอยู่บ้านเลขที่ 88 หมู่ที่ 8 ตำบลการะเกด อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับวัดซึ่งพอทำให้ทราบถึงสภาพวัดในอดีตและผู้ปกครองวัดว่าในตอนที่ท่านยังเป็นเด็กพอจำความได้พ่อเฒ่าเยี่ยดและแม่เฒ่ายิ้มได้ไปขอให้ท่านมาอยู่ด้วยที่บ้านน้ำบ่อ ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้นพ่อเฒ่าอายุเกือบ 100 ปีท่านถามพ่อเล่าว่าบ้านเดิมของพ่อเฒ่าอยู่ที่ไหนพ่อเฒ่าเล่าว่าเป็นคนบ้านนาดอน (ควนเครึ่ง) ส่วนแม่เฒ่าเป็นคนหน้าคอก ตำบลเขาพระบาทพ่อเฒ่าอยู่ที่บ้านนาตอนไม่มีที่ทนาจึงได้ย้ายจากในควนเดินทางมาทางน้ำมาพร้อมเพื่อนอีกคนหนึ่งคือตาหมายซึ่งเป็นปู่ของกำนันหุ่นทองนอกเดินทางมาโดยเอาเรือมาฝากไว้ที่บ้านพูนถนนคือบ้านพ่อหนูแล้วเดินทางมาทางบ้านดอนโตมายังบ้านนานอกปลูกบ้านอยู่ริมทางน้ำคือคลองบางเตยทุกวันนี้พอตอนค่ำพ่อเฒ่าจะเล่านิทานต่างๆให้ฟังเป็นประจำทุกคืนและที่สำคัญจำได้ว่าพ่อเฒ่าได้เล่าเกี่ยวกับวัดท่าลิพงให้ฟังด้วยว่าวัดท่าลิพงเดิมเรียกกันว่าวัดท่าลิพงชาวบ้านพูนถนนเวลาจะไปทำบุญที่วัดท่าลิพงจะเดินทางมาทางบ้านพลายทอง (ปลายทอง) บ้านพลายทองเป็นป่ารกทึบมีสัตว์ป่านานาชนิดและที่สำคัญคือมีช้างพลายตัวใหญ่งาสีแดงอยู่หนึ่งเชื่อกคนจึงเรียกว่าบ้านพลายทองก่อนจะถึงวัดท่าลิพงจะต้องเดินผ่านมาทางวัดโคกมะพร้าว (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่เยื้องกับเมรุเผาศพเป็นที่ทิ้งขยะ) และจะมาแต่งตัวใหม่ที่สระน้ำเรียกว่าสระแต่งแง่ (แต่งแง่หมายถึงแต่งตัวปัจจุบันคือสระอนามัย) ถึงจะเดินเข้าไปในวัดท่าลิพง โบสถ์วัดท่าลิพงตั้งเดิมในสมัยท่านสมภารทองอินทำด้วยไม้มีเด็กวัดอยู่กันมากและที่ริมคลองจะมีศาลาอยู่มีต้นไม้สำโรงในลำคลองมีจระเข้อยู่มากจระเข้จะมาเล่นน้ำที่หน้าท่าวัดอยู่เป็นประจำต่อมาท่านสมภารทองอินไต้หายไปจากวัดทำให้วัดท่าลิพงเป็นวัดร้างไปเมื่อไม่มีพระอยู่วัดท่าลิพงกลายเป็นวัดร้างช้างได้เข้ามาเหยียบย่ำทำลายจนหมดอยู่ต่อมาพระจากสทิงพระได้เดินทางไปนมัสการพระบรมธาตุขากลับได้แวะพักที่วัดท่าลิพงเพราะเห็นเป็นวัดร้างชาวบ้านได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ที่วัดภิกษุรูปนั้นชื่อว่าท่านแก้วท่านได้ชักชวนพี่น้องชาวบ้านช่วยกันปรับปรุงวัดขึ้นมาใหม่ท่านเป็นผู้ริเริ่มการปฏิสังขรณ์โบสถ์ขึ้นมาอีกครั้งโดยท่านแก้วได้ชักชวนชาวบ้านช่วยกันทำอิฐและเลื่อยไม้พ่อเฒ่าเอียดเป็นผู้เลื่อยไม้ระแนงแล้วปั้นรูปไว้ที่หน้าหุ้มกรอง (หน้าว) เป็นรูปราหูอมจันทร์เมื่อเสร็จแล้วท่านได้นำไม้ที่เหลือไปสร้างศาลาที่ท่าข้ามช้างอีกหนึ่งหลังด้วย (ตรงที่ตั้งบ้านหมอลาศในปัจจุบัน) พ่อเฒ่าเขียตเล่าว่าตรงศาลาท่าข้ามช้างนั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมานมัสการพระพุทธบาทที่วัดพระบาทเมื่อสร้างอุโบสถและศาลาเสร็จแล้วท่านแก้วก็ไปจากวัดท่าลิพงอีกวัดก็ร้างอีกครั้งต่อมาชาวบ้านได้นิมนต์พ่อท่านเกลื่อนจากวัดบางแก้วมาอยู่อีกต่อมาไม่นานท่านก็ได้ไปอยู่ที่วัดพระบาทกับท่านกลินซึ่งเป็นพี่ชายและเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทชาวบ้านได้ไปนิมนต์พ่อหลวงเหลือมาอยู่ที่วัดตอนนั้นพ่อหลวงเหลืออยู่บ้านน้ำบ่อท่านมาอยู่ได้พักหนึ่งก็ไปอยู่ที่คงคาเลี้ยวหลังจากพ่อหลวงเหลือได้ไปอยู่ที่อื่นชาวบ้านจึงได้ไปนิมนต์พ่อท่านจับจากวัดพัทธสีมามาอยู่ที่วัดท่าลิพงอาจารย์จับเมื่อได้มาอยู่ที่วัดท่าลิพงท่านได้สร้างโรงเรียนสร้างโรงธรรมและอุโบสถหลังจากท่านมรณภาพท่านคล้ำก็มาเป็นเจ้าอาวาสและมรณภาพหลังจากนั้นพระครูปลัดสมบูรณ์ที่มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลิพงและพัฒนาวัดต่อมาจนถึงปัจจุบัน