วัดเภาเคือง
วัดเภาเคืองนั้นสร้างขึ้นเมื่อปี พ. ศ. 2436 แต่ไม่มีผู้ใดทราบอย่างแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้างวัดขึ้นมา เมื่อปี พ.ศ. 2550 วัดเภาเคืองมีอายุครบ 100 ปี โดยมี พ่อท่านเลื่อน เป็นผู้ดูแลวัดอยู่ 10 ปีหลังจากนั้นมาก็เป็น พ่อท่านบุญมี ดูแลวัดมา 10 ปีเช่นกันแล้วหลังจากนั้นวัดเภาเคืองก็ไม่มีเจ้าอาวาส บ้างก็หายตามสีกาไปจนปัจจุบัน พระครูอัครธรรมโชติ จร.ชท. เป็นเจ้าอาวาสวัดเภาเคืองในปัจจุบัน พระอธิการบุญมี โฆสธมฺโม อดีตเจ้าอาวาสวัดสำเภาล่องชลาราม (วัดเภาเคือง) ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชาติภูมิ พระอธิการบุญมี โฆสธมฺโม นามเดิมชื่อบุญมี นามสกุลเปียพลัด เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๑ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง ณ บ้านเภาเคือง หมู่ที่ ๓ ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนสุดท้อง บิดาชื่อนายทองย้อย นามสกุลเปียพลัด มารดาชื่อนางจีบ นามสกุลเปียพลัด มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน ดังนี้ ๑.นางแดง เปียพลัด ๒.นายมาก เปียพลัด ๓.พระอธิการบุญมี โฆสธมฺโม วิทยฐานะ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโทตั้งแต่อุปสมบทครั้งที่ ๑ การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๔๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสำเภาล่องชลาราม (วัดเภาเคือง) ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตำแหน่งพระอธิการ สาธารณูปการ พ.ศ.๒๕๔๐ สร้างพระอุโบสถต่อจากพระอธิการเลื่อน สมาจาโร จนแล้วเสร็จ พ.ศ.๒๕๔๐ สร้างเมรุเผาศพ เป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท พ.ศ.๒๕๔๖ บูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถเนื่องจากพระอุโบสถสร้างด้วยไม้จึงเปลี่ยนโครงหลังคากระเบื้อง และติดตั้งช่อฟ้าใหม่ เป็นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท บูรณะศาลาการเปรียญ บูรณะกุฏิที่พักสงฆ์ ทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในวัด พ.ศ.๒๕๔๕ บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวปักหลักเขตที่ดินวัดและธรณีสงฆ์ ๒ แปลง บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวใช้จ่ายค่าน้าค่าไฟภายในวัดตลอดมาโดยไม่ใช้เงินของวัด ขุดเรือเพรียวประจำวัดขนาด ๑๗-๒๐ ฝีพายชื่อ “เรือส่องแสง” ใช้แข่งขันงานประเพณีชักพระและแข่งเรือเพรียวทุกๆ ปี จน พ.ศ.๒๕๔๙ ชนะเลิศการแข่งขันได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังชนะเลิศการเดิมพันเรือ “นางสาวงาม” ของพระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดป่าระกำเหนือ ได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช มรณภาพ พระอธิการบุญมี โฆสธมฺโม มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา เวลา ๐๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลเชียรใหญ่ สิริอายุ ๘๘ ปี พรรษา ๑๔ ทางศิษยานุศิษย์ ได้จัดบำเพ็ญกุศลศพขึ้นภายในวัดสำเภาล่องชลาราม (วัดเภาเคือง) และกำหนดฌาปนกิจศพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา เวลา ๑๕.๐๐ น. โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธานในพิธีหลังจากมีการวางดอกไม้จันทน์เรียบร้อยแล้วชาวบ้านนับพันคนที่มาในงานยังไม่ยอมกลับเนื่องจากทุกคนอยากจะร่วมพิธีฌาปนกิจศพอย่างเป็นทางการ เวลา ๒๐.๓๙ น. คณะกรรมการวัดได้นำหีบบรรจุศพของท่านวางบนจิตกาธานจากนั้นจึงทำการเปิดหีบศพเพื่อให้พุทธบริษัทได้เห็นสังขารของท่านเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่าทุกคนต่างแปลกใจเมื่อเห็นท่านเหมือนคนนอนหลับจึงมีอีกหลายคนพยายามที่จะถ่ายรูปแต่ไม่มีใครสามารถถ่ายรูปติดเลยแม้แต่คนเดียวเมื่อเป็นเช่นนายสุรเชษฐ์ เดชนุ่น ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่านได้เดินขึ้นไปกราบศพท่านเพื่อขอถ่ายรูปปรากฏว่ารูปติดชัดดี และที่น่าแปลกคือรูปที่ได้นั้นเป็นรูปพิเศษคือเห็นท่านลืมตามองไม่ต่างอะไรกับคนปกติและหลังจากถ่ายรูปท่านแล้วไฟฟ้าในบริเวณวัดดับลง พระสงฆ์ภายในวัดจึงรีบจัดการแก้ไขแต่ไฟก็ไม่ติดจึงทำการสอบถามเลยได้ทราบว่าไฟฟ้าดับหมดทั้งอำเภอ แม้แต่พระตำหนักประทับแรมปากพนังไฟฟ้าก็ดับเช่นกัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ประจำเมรุจึงนำน้ำมันก๊าดรดบนจิตกาธาน พระครูสุวรรณาภรณ์ (หนูราย ฐิตปุญฺโญ) เจ้าคณะตำบลบ้านเนิน เจ้าอาวาสวัดทาบทอง เป็นประธาน เมื่อได้เวลาประชุมเพลิงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติก็เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ชนิดไม่มีใครคาดคิดเมื่อจู่ๆ ลมฝนพายุได้พัดโหมกระหน่ำมาอย่างหนักทำให้สิ่งของในพิธีปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่ว ชาวบ้านหลายคนเห็นการเคลื่อนตัวของลมพายุที่เคลื่อนมาจากแม่น้ำปากพนังด้านทิศตะวันออกของวัดแล้วเคลื่อนตัวเข้าที่เมรุชั่วคราวและที่แปลกกว่านั้นก็คือชาวบ้านนับพันคนที่ยังชุมนุมอยู่ในพิธีต่างก็เห็นลมพายุมีรูปเป็นช้างบ้างเป็นเสือ ส่วนความแรงของลมพายุได้หอบเอาสายฝนตกลงมาแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นปรากฏการณ์เป็นเช่นนั้นชาวบ้านและศิษย์ต่างตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพียงว่าไม่เผาๆ เพราะพายุและฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลย คณะกรรมการวัดจึงตัดสินใจปิดฝาโลงชาวบ้านจึงเข้าหามหีบศพพระอธิการบุญมีลงจากเมรุชั่วคราวแล้วนำไปวางไว้ในศาลาการเปรียญทั้งที่ไฟฟ้ายังดับอยู่จึงได้จุดเทียนพรรษาเพื่อให้แสงสว่าง ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกก็กรูกันเข้ามาเพื่อสักการะศพท่านพร้อมกับพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คณะกรรมการวัดจึงขอให้ทุกคนนั่งสงบพร้อมทำการสวดมนต์ระหว่างนั้นพระเถระรูปหนึ่งได้ปรารภขึ้นว่าหากหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ไฟฟ้าติดแล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อสิ้นเสียงของพระเถระรูปนั้นไฟฟ้าก็พลันติดสว่างไปทั่วทั้งวัดรวมไปถึงอำเภอด้วย ชาวบ้านจึงส่งเสียงไชโยอีกครั้งจากนั้นเมื่อทุกคนประจักษ์แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ คณะกรรมการวัดมีมติให้เก็บสังขารพระอธิการบุญมีเป็นอนุสรณ์จึงได้ทำการบรรจุสรีระสังขารของท่านเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา