วัดปากเชียร
วัดปากเชียรสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2374 ตั้งอยู่เลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ต. เชียรใหญ่อ. เชียรใหญ่จ. นครศรีธรรมราชเป็นวัดมหานิกายฐานะเป็นวัดราษฎร์อยู่กลางตลาดปากเชียรพื้นที่วัดอยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอเชียรใหญ่มีอาณาเขตดังนี้ทิศเหนือจดถนนสาธารณะทิศใต้จดลำคลองเชียรใหญ่ทิศตะวันออกจดถนนสถลพลาทิศตะวันตกจดถนนบุญรัตมีเนื้อที่ดินทั้งหมด 21 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวาที่ดินส่วนหนึ่งรอบ ๆ วัดชาวบ้านเช่าปลูกสร้างบ้านอาศัยเมื่อสมัยครั้งปรากฏเมืองไทยบุรีแล้วเจ้าคุณเมืองนครศรีธรรมราชได้แต่งตั้งให้นายรักเป็นนายหมวดควบคุมคนแขกและคนไทยทำนาของหลวงนายหมวดรักได้ตั้งเพิ่งที่ไว้ข้างทางทิศตะวันตกของที่ตั้งวัดเรียกว่า“ บ้านเพิ่ง” และเมื่อทำข้าวเป็นย่อยแล้วก็เอาไว้ที่บ้านท่าขนานเรียกว่า“ บ้านฉาง” ต่อมานายหมวดรักได้ให้นายรอดซึ่งอยู่กับนายหมวดรักถางไร่ที่ดินแห่งหนึ่งเพื่อปลูกอาสินที่ดินแปลงนั้นเป็นแหลมยื่นเพราะคลองอ้อมและในที่ใกล้กันนายทองได้ถางที่ทางทิศตะวันออกนายจุนได้ถางที่ทางทิศตะวันตกเนื่องจากนายจุนและนายทองเป็นญาติของนายหมวดรักและเมื่อที่ต้องการราบเรียบร้อยแล้ว จึงมีความคิดว่าที่เหมาะสมควรที่พระสงฆ์จะอยู่อาศัยก็ตกลงยกที่ดินแปลงนั้นถวายสงฆ์แล้วจึงได้ปลูกสร้างกุฏิขึ้นให้พระสงฆ์อยู่อาศัยเป็นสำนักสงฆ์ ราว พ.ศ. 2374 เมื่อนายหมวดรักได้สร้างเป็นสำนักสงฆ์แล้วนายทองและนายจุนก็ได้ยกที่ดินของตนซึ่งได้แผ้วถางถวายสงฆ์ด้วยเมื่อได้เป็นสำนักสงฆ์ก็ได้ขนานนามว่า“ วัดคลองอ้อมการตกแต่งดูแลก็เป็นลำดับมาในพรรษาแรก” ก็มีพระครบ แต่เมื่อออกพรรษาแล้วก็มีพระแค่สองรูปบ้างสามรูปบ้างจนถึง พ.ศ. ก็ได้ปลูกสร้างอุโบสถเสาไม้ขึ้นจนสำเร็จเมื่อเข้าถึงเดือน 7 ปีมะเส็งก็ได้จัดการฝังลูกนิมิตพระที่ได้นิมนต์มาในงานฝังลูกนิมิตมีท่านการามจู ท่านเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ท่านการามแก้ววัดส่วนป่านเมื่องานฝังลูกนิมิตได้สำเร็จ 2379 แล้วก็ได้ อุปสมบทนายหนูนคนบ้านทุ่งเฟื้อพระครูสังข์วัดท่าลิพงเป็นพระกรรมวาจาจารย์เป็นการเอาฤกษ์ต่อมาเมื่อมีพระอยู่อาศัยเป็นการเรียบร้อยและต่อมาหลังจากนั้นเจ้าอาวาสก็ได้มีการเปลี่ยนตัวอยู่เสมอวัดก็หาความเจริญไม่ได้ครั้งนี้ได้มีเจกคนหนึ่งค้าขายอยู่บ้านเขาแก้ววิเชียรได้พาเรือขึ้นล่องซื้อของทางปากพนังมีนามว่า“ นายซ้อน” ก็ได้มีความคิดที่จะขุดลำคลองเป็นทางลัดเพื่อสะดวกแก่การไปมาเมื่อมีทางน้ำไหลน้ำก็ได้เซาะออกกว้างทุกๆปีลำคลองเดิมก็ได้ตื้นเขินตามลำดับวัดก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า“ วัดน้ำรอบ” จนถึง พ.ศ. 2410 ได้มีท่านทองได้เป็นเจ้าอาวาสกิจการงานของวัดก็ยังไม่ดีขึ้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2418 ท่านสังข์ได้มาเป็นเจ้าอาวาสครั้งนี้อุโบสถหลังเก่าที่เป็นเสาไม้ก็ได้ชำรุดทรุดโทรมจึงได้คิดที่จะก่อสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยเสาไม้ตะเคียนจึงได้ว่าจ้างนายช่างสงค์ก่อสร้างทำจนสำเร็จต่อมาหลังจากนั้นได้มีพระแข็งมาอยู่อาศัยหนึ่งรูปครั้งนี้ท่านสังข์เกิดไม่พอใจกับชาวบ้านจึงได้ออกจากวัดไปพระแข็งก็ได้รับเป็นเจ้าอาวาสหลังจากนั้นพระแข็งก็ได้ออกไปจากวัดอีกพระกลิ่นน้องของพระกลั่นกได้เป็นเจ้าอาวาสส่วนพระกลั่นนั้นได้ไปเรียนหนังสือที่นครศรีธรรมราชเมื่อเรียนได้สำเร็จตามที่ต้องการแล้วก็ได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสต่อ
ส่วนพระกลิ่นนั้นก็ได้ลาสิกขาบทไปในขณะที่พระกลั่นได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นก็มีผู้คนนิยมชมชอบมากต่อมาวิหารหลังเก่าก็ได้ชำรุดก็ได้คิดที่จะทำวิหารใหม่ด้วยเสาไม้ตะเคียนหลังคามุงด้วยกระเบื้องและที่ระเบียงมุงด้วยจากก่อสร้างยังไม่ทันสำเร็จพระกลั่นก็ได้ลาสิขาบทพระปานที่อยู่ในวัดก็ได้ปกครองวัดได้จัดการทำจนสำเร็จอยู่มาไม่นานพระปานก็ได้ลาสิขาบทพระคล้ายซึ่งอยู่ในวัดก็รับปกครองวัดก็จัดการซื้อกระเบื้องมามุงหลังคาด้านระเบียงจนสำเร็จและก็ได้ลาสิขาบทต่อมาพระเซ่งก็ได้ปกครองวัดพระเซ่งอยู่ได้ไม่นานก็ไปจากวัดต่อมากระลิ่นได้มาจากเขาพระบาทก็ได้ปกครองวัดต่อจึงได้ให้ชาวบ้านแผ้วถางขยายวัดไปทางทิศตะวันออกที่ลำคลองเดิมพระกลิ่นอยู่ได้ 3 พรรษาก็ได้กับไปวัดเขาพระบาทวัดก็ได้ว่างเจ้าอาวาสต่อมาพระล้อมเจ้าอาวาสวัดเภาเคืองก็ได้มาจำพรรษาเมื่อออกพรรษาก็ได้กลับไปจึงได้ส่งพระย้อยมาปกครองวัดแทนเป็นเจ้าอาวาสในระหว่างที่พระย้อยเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นก็ได้ขยายวัดให้กว้างออกโดยได้แผ้วถางและขุดคูทางทิศเหนือและทิศตะวันออกและได้ก่อสร้างครัวฉันท์หนึ่งหลังกว้าง 6 เมตรยาว 10 เมตรเสาไม้ตะเคียนปูกระดานหลังคามุงจากสร้างกุฏิได้ 3 หลังและให้ชาวบ้านปลูกมะพร้าวในที่ซึ่งได้แผ้วถางและบุคคูไว้และเมื่อ พ.ศ. 2472 พระอธิการย้อยก็ได้จัดการสร้างพระอุโบสถเป็นคอนกรีตขึ้นโดยมีพระอธิการคงวัดเชียรใหญ่ได้เป็นผู้ช่วยเหลือจนถึง พ.ศ. 2475 พระอธิการข้อยก็ได้ล้มป่วยลงจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2476 ท่านเห็นว่าอาการของท่าน น้ำหนักนั้นหนักมากแล้วจึงได้มอบหมายการปกครองในวัดให้กับพระสอด ธ มปาโลเป็นผู้รักษาการและได้สั่งให้พระอธิการคงให้ช่วยทำพระอุโบสถให้สำเร็จและในขณะนั้นพระสอดมีพรรษา 3 พรรษาจนมาถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2476 พระอธิการย้อยก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงจึงได้ทำการเก็บศพของพระอธิการย้อยไว้ก่อนพระนุชพุทธวโรซึ่งเป็นศิษย์ของท่านย้อยก็ได้กลับมาจากนครศรีธรรมราชได้จัดการสอนนักธรรมและได้สร้างกุฏิ 1 หลักกว้าง 6 เมตรยาว 10 เมตรต่อมาก็ได้สร้างกุฏิขึ้นอีกจำนวน 7 หลังพอเมื่อ พ.ศ. 2477 พระอธิการก็ได้เรี่ยไรเงินจากญาติโยมและได้จ้างให้นายดินฉาบกำแพงพระอุโบสถและเทพื้นจนสำเร็จตามที่พระอธิการย้อยได้สั่งไว้และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2477 พระนุชซึ่งเป็นหัวหน้าพระในวัดก็ได้จัดการทำศพของพระอธิการย้อยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2478 และเมื่อเสร็จงานศพของพระอธิการย้อยแล้วพระนุชก็ได้ไปภูเก็ตทางเจ้าคณะแขวงก็ได้ย้ายพระอธิการคงวัดเชียรใหญ่มาเป็นเจ้าอาวาสและได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า“ วัดปากเชียร” ในขณะที่พระอธิการคงคำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้มีพระจำพรรษาน้อยมากเพราะได้ไปศึกษาตามสถานที่ต่าง ๆ พระสอดก็ได้ลาออกจากผู้รักษาของสงฆ์และได้ประชุมพระภิกษุตลอดถึงญาติโยมได้ให้พระคล้อย, พระแสง, และพระทับเป็นผู้ดูแลรักษาของสงฆ์และพระอธิการคงก็ได้กลับไปอยู่วัดเชียรใหญ่วันที่ 15 พฤษภาคม 2479 คณะผู้รักษาของสงฆ์และชาวบ้านก็ได้นิมนต์พระลำใยจากนครศรีธรรมราชมารักษาวัดปากเชียรเมื่อมาอยู่ได้ไม่นานพอใกล้จะเข้าพรรษาพระลำใยก็ได้กลับไปยังวัดพระบรมธาตุอีกทางวัดก็ได้พระสอดเป็นผู้ดูแลรักษาวัดต่อไปเมื่อออกพรรษาคณะผู้รักษาของสงฆ์และชาวบ้านก็ได้นิมนต์ท่านลำใยมาจัดการงานวัดต่อไปอีกท่านลำใยท่านจึงได้จัดการสร้างกุฏิและวิหารขึ้นจนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายนก็ได้เกิดพายุพัดพากุฏิและวิหารได้รับความเสียหายมากหลังจากนั้นท่านลำไยก็ได้ให้นายพุ่ม, นายชิด, นายพร้อมสร้างวิหารขึ้นมาใหม่จนสำเร็จท่านลำใยก็ได้เป็นเจ้าอาวาสและพัฒนาวัดปากเชียรเรื่อยจนถึง พ.ศ. 2514 ท่านได้ป่วยเป็นโรคลมอัมพาตบรรดาศิษยานุศิษย์และมิตรได้นำท่านรักษาอยู่ ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดและรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราชกรุงเทพมหานครจนต่อมาท่านก็ได้มรณภาพจากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในปี พ.ศ. 2515 และต่อมาหลังจากพระครูถาวรบุญรัตได้มรณภาพลงพระเดชพระคุณท่านอาจารย์ขอมก็ได้รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากเชียรในปี พ.ศ. 2516 ท่านอาจารย์ขอมได้จัดงานบำเพ็ญกุศลศพให้กับท่านอาจารย์พระครูถาวรบุญรัตอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติหลังจากเสร็จงานแล้วหลวงพ่อท่านอาจารย์ขอมก็ได้ดูแลวัดปากเชียรเรื่อยมาจนปี พ.ศ. 2516 หลวงพ่อท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดปากเชียรท่านได้บริหารงานพระศาสนาเป็นอย่างดีจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเชียรใหญ่ได้ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรลูกหลานชาวพุทธเป็นจำนวนมากได้แนะนำสั่งสอนพุทธ บริษัท ให้ตั้งอยู่ในหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ร่วมกับคณะพุทธ บริษัท พัฒนาวัดในหลาย ๆ ด้านเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาของพระภิกษุสามเณรและเยาวชนอำเภอเชียรใหญ่ช่วยกันสร้างเสนาสนะในวัดปากเชียรให้เจริญก้าวหน้าหลายอย่างจนมาปี พ.ศ. 2537 หลวงพ่อท่านก็ได้ก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นเมื่อได้สร้างมาเรื่อย ๆ จนมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 หลวงพ่อก็ได้อาพาตด้วยเลือดคั่งในสมองศิษยานุศิษย์ได้นำหลวงพ่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งในจังหวัดนครศรีฯ สงขลาและกรุงเทพหมอก็ไม่สามารถรับรองได้น้อง ๆ และศิษยานุศิษย์ก็ได้ตัดสินใจนำหลวงพ่อเข้ากรุงเทพเพื่อรักษาตัว ณ โรงพยาบาลศิริราชเมื่อไปถึงก็ได้รับการผ่าตัดโดยด่วนและได้รักษาตัวอยู่ ณ กรุงเทพเป็นระยะเวลา 3 เดือนกว่าหลังจากนั้นหลวงพ่อก็มาพักผ่อนที่วัดจนหายเป็นปกติไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเองเหมือนคนปกติเป็นเวลา 5 ปีหลวงพ่อก็ได้ล้มป่วยลงอีกเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2545 ด้วยโรคหัวใจโตลูกศิษย์ก็ได้นำตัวหลวงพ่อเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชได้นอนรักษาตัวอยู่ ณ ที่โรงพยาบาลและที่วัดเป็นระยะเวลา 4 เดือนกว่าหลวงพ่อก็ได้หายเป็นปกติเรื่อยมาจนกระทั้งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 หลวงพ่อก็ได้ล้มป่วยลงอีกด้วยโดยเส้นเลือดในสมองตีบตันก็ได้เข้ารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลและที่วัดเป็นระยะเวลา 5 เดือนเต็มหลวงพ่อก็ได้มรณภาพ
เส้นทางสถานที่ท่องเทียวและQR CODEนำทาง